เมืองนอก VS. บ้านนอก
posted on 03 Jun 2009 20:08 by peterpanhitzและเราต้องตัดสินใจเองว่า จะหาพื้นที่ของตัวเองไว้เหยียบไว้ยืนบนโลกใบนี้ได้อย่างไร?
และเราต้องตัดสินใจเองว่า จะหาพื้นที่ของตัวเองไว้เหยียบไว้ยืนบนโลกใบนี้ได้อย่างไร?
เอ่ยถึงคำๆนี้ "Carpe Diem!"(คาร์เพ เดียม) ได้ยินทีไรก็ให้รู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนยอดเขาที่เวิ้งว้าง สัมผัสสายลมอิสระที่พัดตลบใบหน้า และพาห้วงคิดล่องลอยไปจนถึงวันวัยยังเยาว์
ตอนนั้นราวปี 2533 ผมเป็นเด็กม.หกที่กำลังจะจบและเตรียมเอนทรานซ์(ยังไม่เป็นแอดมิชชั่น) เพื่อนๆทะโมนในห้องหลายคนก็ไม่รู้คิดยังไง พากันยกแก๊งเกือบทั้งห้องไปเดินห้างมาบุญครองกัน
ปกติเราจะมีกันหลายกลุ่ม หลายสไตล์ และไม่เคยไปไหนด้วยกันเลย แต่วันนั้นกลับรวมใจกันดี เดินเฮฮาไปเรื่อยเปื่อย และก็ลงเอยกันว่าจะดูหนังสักเรื่อง ที่มาบุญครองตอนนั้นมีโรงหนังเล็กๆทุเรศๆอัดๆกันอยู่หลายโรง ประเภทที่นั่งหัวบังกันน่ะ
หนังก็มีให้เลือกหลายเรื่องอยู่นะ จำไม่ได้ว่าไม่มีหนังฮอลลีวูดประเภทแอ็คชั่นสะบั้นหั่นแหลก เหมาะสำหรับเด็กหนุ่มอย่างพวกเราหรือยังไง เพราะในที่สุดก็กลายเป็นผมนั่นแหละที่จิ้มเลือกหนังเรื่องหนึ่งให้แก่พวกเรา แม้ตอนแรกหลายคนจะทำหน้าอี๋ๆ
ก็โปสเตอร์หนังเรื่องที่ว่านี้มันออกจะน่าเบื่อๆ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับครูและนักเรียนเนี่ยนะ! แม้ดูๆแล้วเหล่าตัวละครจะเป็นวัยเดียวกับพวกเรา แต่ด้วยความที่เป็นหนังย้อนยุค โทนอบอุ่น แสงน้ำตาลฉาบอาบเอิบรอยยิ้มของคุณครูที่สดใสแต่ก็แฝงรอยหม่นเศร้าซะขนาดนั้น มันจะรับมือกับเด็กนักเรียนชายยี่สิบกว่าคนไหวรื่อ???
แต่เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น ก็ต้องดูกันล่ะครับ ผมเลยเหมือนจะแบกความรับผิดชอบอันหนักอึ้งนี้ไว้ ค่าที่เป็นตัวตั้งตัวตีสุดๆ
หนังเรื่องนั้นก็คือ Dead Poets Society นำแสดงโดย นักแสดงขายขำอย่างโรบิ้น วิลเลี่ยมส์ และเด็กวัยรุ่นเตรียมแจ้งเกิดกันอีกหลายคน และที่ยังพอมีชื่อเสียงมาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ อีธาน ฮอว์ก
ผกก.คือปีเตอร์ เวียร์ คุณลุงคนเก่งชาวออสซี่นี่แหละ แกทำหนังดีทุกเรื่อง ชิงออสการ์ก็หลายรอบ แต่ไม่เคยได้สักที(มีเฉียดๆตอนทำ The Truman Show ที่จิม แครี่เล่น และ Master and Commander ที่นำโดยรัสเซล โครว์)
หนัง Dead Poets Society เปิดเรื่องมาท่าจะสนุก ย้อนไปในปี 1959 เล่าถึงเด็กชายกลุ่มหนึ่งที่ต้องจากครอบครัวเข้ามาเรียนด้วยกันในโรงเรียนกินนอนมีระดับ มีทั้งการเรียน กิจกรรม กีฬา ที่ต้องร่วมมือร่วมใจ รวมถึงการใช้ชีวิตร่วมกันตามประสาเด็กหอ
หนังใส่เค้าแห่งความไม่น่าสนุกของเด็กๆเอาไว้ด้วย รั้วผนังของโรงเรียนที่แข็งแกร่งดูไปก็ไม่ต่างจากแรงกดดันมหาศาลของเด็กๆที่ถูกคาดหวังจากครอบครัว เพราะนี่คือโรงเรียนกินนอนระดับตำนานที่รุ่นปู่รุ่นพ่อของพวกเขาเคยผ่าน และต่างเติบโตได้ดิบได้ดีมีชื่อเสียง ไม่เคยเหลวไหลนอกลู่นอกทาง ทุกอย่างอยู่ในกรอบด้วยความเชื่อว่ากรอบจะนำไปสู่สถานภาพทางสังคมที่ได้รับการยอมรับ
เด็กๆก็ทำท่าว่าจะเชื่อเช่นนั้นและเดินตามรอยทางนั้นอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งการเดินทางมาถึงของ"ครูนอกคอก"คนหนึ่ง ที่สอนวิชาวรรณคดีและบทกวี
ครูคีทติ้ง เป็นครูที่หน้าเปื้อนยิ้มและมีทีท่าแปลกๆ เขาเดินเข้ามาในห้อง ไม่พูดไม่จา นักเรียนตั้งท่าพร้อมจะจดๆๆๆ แต่จู่ๆครูก็เดินออกไปหลังห้อง และยื่นหน้าเรียกนักเรียนให้เดินออกจากห้อง พวกเขามองตากัน ก่อนจะเดินตามออกไป ละสมุดดินสอไว้ข้างหลัง
ครูพาทุกคนเดินเข้าไปในห้องเกียรติยศ ที่ๆขรึมขลังและอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสำเร็จ ที่ๆกรอบคือความงาม ครูคิทติ้งเริ่มตั้งคำถามง่ายๆแต่ตอบยากให้แก่นักเรียน เป็นต้นว่า ชีวิตคืออะไร ความสำเร็จคืออะไร (ผมจำไม่แม่น ขออภัย แต่ประมาณนี้แหละครับ)
ในที่สุดครูก็ขอให้เด็กๆลองยื่นหน้าเข้าไปสำรวจภาพเก่าๆในอดีตเหล่านั้น ภาพของคุณปู่ คุณพ่อเมื่อครั้งเยาว์วัย สีสันในภาพที่เก่าและจืดจาง แต่แววตาแห่งวัยไม่ต่างกันเลย มันฉายโชนประกายแห่งความสนุกสนานอยากเรียนรู้ชีวิต
"Carpe Diem!" ครูคีทติ้งกระซิบกระซาบเบาๆ เด็กๆเริ่มงง แต่ก็พยายามฟังต่อ ขณะสายตาก็สบแววตาต่างวัยไปพร้อมกันนั้น
"Seize the day, lads! Make your lives extraordinary!" ครูคีทติ้งกล่าวพร่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวสะกดเด็กทุกคนให้อยู่ในภวังค์ แท้ที่จริงเขากำลังเริ่มสอนบทเรียนแล้ว
หากนักเรียนไทยคุ้นเคยกับคำในบาลีหรือสันสกฤตบางคำที่เป็นรากศัพท์ของคำไทย นักเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษก็ต้องศึกษาคำละตินในแง่นั้นเช่นกัน โดยเฉพาะในบทกวี และคำว่า Carpe diem ที่ครูคีทติ้งนำมาใช้ ก็คือวลีจากบทกวีของกวีชาวโรม Horace(หรือ Quintus Horatius Flaccus กวีชาวโรมยุค 65 ปีก่อนคริสตกาล ร่วมยุคเดียวกับออกัสตุส)
และคำว่าคาร์เปเดียมในภาษาอังกฤษก็คือ"seize the day" หรือยังมีที่เค้าแปลๆกันมาได้อีกว่า "pluck the day" แปลเป็นไทยในซับไตเติ้ลยุคนั้นว่า"ฉกฉวยวันเวลา"(ใครแปลก็ไม่รู้ เพราะชะมัด)
คำๆนี้จากเท่าที่มีคนตีความกัน(ในวัฒนธรรมของพวกเขา)ก็น่าจะหมายถึง การพูดถึงภาวะการดำรงอยู่อันหมายถึงการกิน การดื่ม การใช้ชีวิตให้สนุกสนานร่าเริง ท่ามกลางชีวิตอันแสนสั้นและไม่รู้ว่าจะดับชีพกันในชั่วขณะใด และยังสอดคล้องกับอีกวลีในภาษาละตินที่ว่า Memento mori ซึ่งมีคำแปลว่า จงระลึกไว้ถึงความตาย
หากจะแปลให้เข้าคติพุทธก็อาจจะทำให้นึกถึง มรณานุสติ ได้อยู่ไม่น้อย แต่ไม่รู้ว่า การฉกฉวยวันเวลาในคติพุทธจะออกมาในทางใช้ชีวิตให้สุดเหวี่ยงคล้ายๆตาโฮเรส หรือไม่อย่างไร เข้าใจว่าคงแตกต่าง เพราะชาวพุทธที่แท้ย่อมทราบแก่ใจดีว่า วันเวลาแห่งชีวิตอันแสนสั้นควรสั่งสมไว้ซึ่งบุญและกรรมดีเป็นเสบียงธรรมติดตัวไปในโลกหน้า
แต่ครูคีทติ้งก็อาจไม่ได้หมายความว่า นักเรียนทุกคนควรฉกฉวยวันเวลาไปในทางที่ไร้คุณค่า ไร้ความหมาย แท้จริงครูคีทติ้งกำลังบอกนักเรียนตรงๆว่า คุณค่าแห่งความหมายของชีวิตไม่ได้บรรจุอยู่ในที่แห่งเดียว ความสุขแห่งชีวิตไม่ได้ต้องหมายถึงชื่อเสียง เกียรติยศในรูปของเงินทอง หรือความมั่งคั่ง อำนาจ ที่มักมาพร้อมกันเสมอไป
แนวคิดของครูคีทติ้งคงต้องถือว่าเป็นต้นร่างของการกระทำอันนอกคอกของยุคฮิปปี้ในอีกไม่กี่ปีถัดมา(1960s - ต้น1970s) ที่ปฎิเสธแนวคิดพิมพ์นิยมที่เฟื่องฟู เพียงแต่เหล่าบุปผาชนเหล่านั้นจะตีความหมายของคำว่า"ฉกฉวยวันเวลา"นั้นอย่างไรก็อีกเรื่อง
แท้จริงความคิดของการแหกคอกคงไม่ใช่เรื่องใหม่ การกระทำตน"นอกกระแส"นั้นเป็นของที่อยู่คู่"ในกระแส"ตลอดเวลาอยู่แล้ว ห้วงไหนยุคไหนโลกจะเบี่ยงตัวไปขั้วไหนก็เท่านั้น และเป็นขั้วที่สลับเปลี่ยนความหมายและแย่งชิงพื้นที่กันได้อยู่ตลอดเวลา
ย้อนมาที่ตัวครูคีทติ้งอีกที ลำพังเลือดแหกคอกของครูก็คงรุนแรงเป็นพื้นอยู่แล้ว สังเกตได้จากอีกถ้อยคำหนึ่ง ที่ครูยินดีจะให้นักเรียนของเขาขานกล่าวตัวเขาเองว่า "O Captain! My Captain!" กัปตัน กัปตันของเรา
ประโยคที่ผมสุดชอบท่อนนี้เป็นส่วนหนึ่งจากบทกวีของ Walt Whitman.(1819-1892) กวีผู้ยิ่งใหญ่ชาวอเมริกันที่งานเขียนถูกแปลออกไปมากกว่า 25 ภาษา แม้ว่างานของเขามักจะสร้างความช็อคและเรียกเสียงโต้เถียงจนเรียกได้ว่าเป็นกวีผู้อื้อฉาวก็ตาม และถ้อยคำที่ว่า กัปตัน กัปตันของพวกเรานี้ วิทแมนเขียนขึ้นเพื่อระลึกถึงประธานาธิบดีลินคอล์น กัปตันแห่งนาวาอเมริกันของเขาหลังถูกลอบยิงจนเสียชีวิตในปี 1865
ถ้อยคำนี้ตัดมาจากตอนต้นของกลอนสามบท ที่เปรียบถึงเรือลำหนึ่งที่เดินทางถึงจุดหมาย ในวันที่กัปตันต้องสิ้นชีพ ในทีนี้จะเอ่ยถึงสองประโยคแรกอันลือลั่นนะครับ
O Captain! my Captain! our fearful trip is done;
The ship has weather’d every rack, the prize we sought is won;
(กัปตัน กัปตันของผองเรา ทริปอันน่าหวาดหวั่นค่อยบรรเทา
หมู่เมฆครึ้ม ค่อยเคลื่อนคล้อย จุดหมายที่เฝ้าคอย ค่อยเข้าเค้า
เหตุไฉนกัปตัน จึงด่วนจากไป เหลือร่างไร้ลมหายใจให้พวกเรา...(แปลโดยเกรท))
ย้อนมาที่ตัวหนัง Dead Poet Society อีกฉากน่าจดจำแห่งความนอกคอก คือฉากที่ครูคีทติ้งให้นักเรียนขึ้นมายืนบนโต๊ะ แทนที่จะนั่งจ่อมอยู่กับเก้าอีกตัวเดิม แล้วมองโลกในมุมที่ต่างออกไปบ้าง ดูเหมือนเป็นเรื่องพื้นๆ(ทะโมนในห้องผมก็ขึ้นไปยืนบนโต๊ะกันเรื่อยๆนะ) แต่ในยุคนั้นสมัยนั้น และโรงเรียนเคร่งขรึมแบบนั้น การขึ้นไปยืนตัวตรงบนโต๊ะตระหง่านเหนือหัวชาวบ้าน ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย
ที่สุดแล้ว ชะตากรรมคือตัวชักนำในที่สุด เพราะเด็กหนุ่มวัยกล้าแกร่ง ที่ถูกมนต์แห่งความแปลกต่างเข้าเสกเป่า บ้างก็เตลิดไร้การควบคุม บ้างก็ต้องกดเก็บความกล้าไว้ภายใน หรือบ้างก็แหยตามกระแส แต่ก็มีบ้างที่ยินดีจะพลีจิตวิญญาณเพื่อสิ่งที่ตนบูชา แม้คำตอบสุดท้ายจะเป็นสิ่งที่เกินคาดคิดและโศกเศร้า
ครูคีทติ้งในฐานะแห่งต้นเหตุหรือผู้เพาะเมล็ดพันธุ์จึงยินดีพิจารณาตัวเอง และเก็บคำว่า คาร์เปเดียม ไว้มิดชิด ก่อนจะค่อยๆพาตัวเองออกจากสถานอันบ่มเพาะพิมพ์นิยมนั้นเสีย หนังพาเรามาถึงจุดที่เรียกน้ำตา เมื่อนักเรียนที่แหยที่สุดของห้อง(อีธาน ฮอว์ค) ตัดสินใจกระโดดลุกขึ้นมายืนบนโต๊ะ ก่อนจะตะโกนสุดเสียงในถ้อยคำที่ว่า O Captain! my Captain!
ก่อนจะตามด้วยนักเรียนคนอื่นๆที่นั่งกลั้นใจแต่แรก แต่ก็ทนไม่ไหวต้องลุกขึ้นมายืนผ่าเผยกันบนโต๊ะเพื่อไว้อาลัยให้แก่การ"ฉกฉวยวันเวลา"
เหล่าเพื่อนทะโมนของผมหลายสิบชีวิตถูกตรึงให้นิ่งด้วยฉากนี้ ไม่ต้องสงสัยว่าตอนนั้นผมจะเสียน้ำตาให้เรื่องนี้ไปเท่าไหร่(แต่นั่งร้องเงียบๆไม่มีใครรู้) หลังออกจากโรงเดินกันออกมา แม้จะคืนอารมณ์ให้เฮฮามาได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่มีใครมาต่อว่าต่อขานผมสักคนว่า ชักชวนเข้าไปดูหนังซึมเศร้าทำไมกัน
ยี่สิบปีผ่านไป ผมก็ไม่รู้ว่าพวกมันได้ Seize the day กันไปถึงไหน
ผมรู้แต่ตัวผมเองว่า ครูคีทติ้งมีส่วนพาให้ผมมาถึงจุดที่ยืนอยู่ได้ในชีวิตอันแสนสั้นนี้
Know the true value of time; snatch, seize, and enjoy every moment of it. No idleness, no laziness, no procrastination: never put off till tomorrow what you can do to-day.”
Lord Chesterfield
(บทความนี้ขอร่วมเฉลิมฉลองให้แก่วาระครบรอบ 20 ปี Dead Poets Society ในปีนี้ด้วยครับ)
หลังจากได้นั่งเครื่องบินเป็นครั้งแรก ชีวิตผมก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ยังจำได้ดีว่าผมนั่งไม่ติดที่ จะหยิบจะจับอะไรก็งุ่มง่ามสิ้นดี ได้แต่เอาสมุดบันทึกขึ้นมาพาดไว้บนตัก พอเครื่องเร่งความเร็วจะเหินขึ้น ผมก็พิงพนักซะตัวลีบ มือก็เขียนอะไรขยุกขยิกบันทึกความรู้สึกตัวเองตอนนั้นไว้อย่างทันควัน
จากนั้นก็ลุกลี้ลุกลนชะเง้อมองหน้าต่างเมื่อเห็นพื้นดินห่างออกไปเรื่อยๆ เริ่มเห็นหมู่เมฆบางๆลอยมาใกล้ๆกระทั่งตึกรามบ้านช่องด้านล่างกลายเป็นเหมือนโมเดลตุ๊กตา หัวใจผมก็พองเบ่งบานถึงขีดสุด เหมือนตัวเองได้ขึ้นอวกาศยังไงยังงั้น อาการของผมมันมากพอที่จะทำให้ผู้โดยสารคนอื่นทั้งลำเขารู้นั่นแหละ ว่าผมน่ะมือใหม่!
เรามีปลายทางไม่ไกลเลยอยู่ที่ชุมพร จังหวัดที่เป็นประตูสู่ภาคใต้นั่นยังไง ผมนั่งเครื่องยังไม่ทันหายเห่อก็ถึงเสียแล้ว จากนั้นเราก็ต่อรถไปจนถึงชายหาดทุ่งวัวแล่น ซึ่งเป็นชายทะเลกว้างสงบงามริมฝั่งอ่าวไทย ริ้วคลื่นเบาๆสลับกับอากาศนิ่งๆยามบ่ายทำให้ผมหายใจโล่งขึ้นบ้าง แต่ในใจก็ยังกังวลลึกๆ เพราะผมไม่ได้มาเที่ยว แต่มาทำงานชิ้นแรกต่างหาก
ผมยังหน้าใหม่เหลือเกินในตอนนั้น อายุแค่ 23 หน้าตายังขาวใส พลังกายพลังใจยังคงพลุ่งพล่านแบบเด็กหนุ่มจบใหม่ๆ ผมชอบท่องเที่ยวเดินทางแบบลุยๆ โบกรถไปไหนต่อไหนเสียเกือบทั่วเมืองไทย แล้วยังชอบขีดๆเขียนๆ เฉพาะสมุดบันทึกการเดินทางนั้นก็เก่าลุ่ยไปเป็นเล่มๆ หมดค่าฟิล์มค่าล้างไปแทบจะหมดตัว เพราะหยุดถ่ายภาพเอาไม่ได้จริงๆ
หลังเรียนจบ ผมก็เลยมุ่งตัวเองไปทางด้านทีวีและเลือกทำรายการท่องเที่ยว เมื่อสิบปีมาแล้วรายการทำนองนี้ยังมีอยู่ไม่มากนัก ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีรายการอะไรบ้าง และจะก้าวเข้าไปได้ยังไง แต่ในที่สุดลมแห่งโชคชะตาก็พัดผมเข้ามาที่บริษัทนี้
ผมยังอ่อนหัดนัก แต่เจ้านายก็ใจกล้าพอที่จะให้ผมลงมือเลยในสัปดาห์แรก ด้วยการหนีบผมมาดูทริป”ตกปลาหมึก” รูปแบบการท่องเที่ยวแบบใหม่ๆ ที่เน้นให้นักท่องเที่ยวได้ลองอะไรแบบบ้านๆแปลกๆบ้าง ผมไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับปลาหมึกเป็นๆเลยนอกจากได้เห็นตอนที่มันถูกย่างมาขึ้นโต๊ะแล้ว และก็ชอบกินมากๆเสียด้วยสิ ยิ่งถ้ากับเบียร์เย็นๆนะ แหล่มมาก แต่ตอนนี้ที่ต้องทำก็คือ เสนอมันในรูปแบบเรื่องเล่าทางทีวีอย่างไรให้น่าติดตามต่างหาก
ผมจมตัวเองอยู่กับหาดทุ่งวัวแล่นสองวันเต็มๆกับอีกหนึ่งคืน ได้แต่ตามช่างภาพออกไปทุกย่างก้าว ทั้งเช้าสายบ่ายเย็นที่อารมณ์ในภาพแปรเปลี่ยนไปอยู่เสมอ เอาข้อมูลคร่าวๆที่ได้มานั่งย่อย แล้วก็ออกไปวิ่งเตะทรายเล่น ไหลตัวเองไปกับบรรยากาศทะเลสวยๆใสๆจนทริปตกหมึกมาถึงในยามค่ำคืนนั้นโดยไม่รู้ตัว
เรือไดหมึกลำนั้นลอยห่างออกไปไม่ไกล เห็นเป็นแสงสว่างเจิดจ้าอยู่ท่ามกลางผืนทะเลที่มืดมิดราวกับน้ำหมึก เราอาศัยเรือท้องแบนเล็กๆออกไปพร้อมกับสัมภาระนานา รวมถึงเบียร์ลังใหญ่แช่น้ำแข็งที่เจ้านายผมรับอาสาดูแลด้วยตัวเอง ลูกเรือช่วยกันรับเราขึ้นมาอย่างคุ้นชิน คงเพราะเคยรับนักท่องเที่ยวมามากที่ไม่อยากนอนเฉยๆอยู่ที่โรงแรม ผมกวาดตาไปรอบๆก็พบว่า เรือลำนั้นเป็นเรือประมงขนาดย่อม ด้านบนหลังคาพาดไม้ไผ่ลำยาวออกไปทั้งสองด้านให้สมดุลย์กัน พร้อมกับติดหลอดไฟทรงรีๆสีขาวไว้ตลอดทางยาวของไม้ ไฟขนาดหลายร้อยแรงเทียนเมื่อรวมกันเข้า ก็จุดให้เรือนี้สว่างราวกับพระจันทร์ทีเดียว
เราไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั่งเล่นๆ เตรียมเตาถ่าน ตะแกรง และหม้อต้มน้ำไว้พร้อมข่าตะไคร้และพริกมะนาว และที่ขาดไม่ได้ น้ำจิ้มทะเลรสแซ่บ สักพักเดียวเรือไดหมึกของเราก็ออกมาห่างฝั่งจนเห็นไฟจากโรงแรมเป็นจุดเล็กๆ ไต้ก๋งเรือก็ดับเครื่องและปล่อยให้เรือลอยนิ่งๆอยู่อย่างนั้น ผมมองไปรอบๆก็ไม่พบอะไรนอกจากความมืด และเรือไดหมึกลำอื่นๆที่เป็นจุดสว่างอยู่ไกลๆ ได้ยินแต่เสียงลมที่พัดผ่านริ้วคลื่นบางๆกลางทะเลเท่านั้น
ไม่นานนักพี่ลูกเรือหน้าเกรียมๆก็ชี้ให้ผมดู จุดเล็กๆวาวๆที่เริ่มผุดขึ้นมาจากใต้ผืนน้ำ มันเป็นดวงตาอันน่าพิศวงหลายคู่ที่ว่ายวิ่งขึ้นมาเล่นกับแสงไฟ โดยอาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นแสงเดือนที่วาบวับอยู่เหนือผืนน้ำ โดยหารู้ไม่ว่าจะมีก็แต่มนุษย์ตัวดีเท่านั้นที่แฝงตัวเองมาเป็นดวงจันทร์เทียมได้
ผมวิ่งเข้าไปชะโงกหน้าดูฝูงหมึกกล้วยเหล่านี้อย่างตื่นเต้น เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นหมึกเป็นๆในผืนทะเล มองไปเห็นพี่ลูกเรือคนเดิมเหวี่ยงสายอะไรอย่างหนึ่งลงไป มันเป็นเหยื่อเทียมแบบที่เขาใช้ตกปลากันโดยมีตะของุ้มๆอยู่รอบๆ กะจังหวะหย่งๆให้พอดิบพอดี หมึกน้อยก็จะเอาหนวดเกาะหมับเข้าให้ทันที เท่านั้นก็เสร็จเรา รีบสาวเจ้าหมึกซึ่งดิ้นกระแด่วๆติดกับขึ้นมาในฉับพลัน พร้อมแกะหนวดออกก็เป็นเสร็จ ผมเห็นพี่ลูกเรือทำแล้วก็ดูเหมือนง่าย แต่พอฉวยเข้าไปแกะเองบ้างก็โดนเจ้าหมึกซึ่งคงกราดเกรี้ยว พุ่งน้ำหมึกปนน้ำทะเลพรวดใส่ตัวเข้าจังใหญ่ เรียกเสียงหัวเราะขำๆกันได้ทั้งลำเรือ
จากนั้นถ้าใจร้ายพอ ก็หยิบเอาหมึกเหล่านี้โยนลงไปในตะแกรง กะให้ได้เต็มๆแล้วก็พาดลงไปบนเตาถ่านที่ไฟกำลังรุมควันขโมง เจ้าหมึกกล้วยตัวใสก็จะดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้ายแลเห็นเซลล์เม็ดสีเรืองๆวิ่งพล่านไปทั่วร่างก่อนจะค่อยๆดับทึบกลายเป็นสีขาวใสไปอย่างน่าอัศจรรย์ และเนื่องจากเป็นการทำสดๆ หน้าตาของหมึกจานนี้จึงมอมแมมไปด้วยหมึกที่มันพ่นออกมาเลอะเทอะ แต่ไม่นานก็กลืนไปกับรอยเกรียมเมื่อไฟถึงได้ที่ แล้วหมึกตะแกรงนี้ก็ถูกยกออกมาในแบบที่เรียกได้ว่าสะดุ้งไฟ ใส่จานเสร็จสรรพ พร้อมน้ำจิ้มเคียงข้าง ขาดไม่ได้คือเบียร์เย็นๆที่เจ้านายผมหยิบออกมาแจกจ่าย
คงไม่ต้องบรรยายถึงความฉ่ำสดนุ่มลิ้นของหมึกย่างสดๆที่คนบาปอย่างพวกเราช่วยกันย่างช่วยกันกินกันอย่างไม่อั้น บางส่วนถูกลงไปต้มเป็นต้มยำเอาไว้ซดน้ำโฮกๆล้างปากให้คลายคาว ผมมีหน้าที่หลักๆคือตกหมึกขึ้นมาตัวแล้วตัวเล่าจนเริ่มจะชำนาญ แกะหมึกได้อย่างหมดจดโดยไม่เปื้อนน้ำหมึกอีกแล้ว ระหว่างนี้ช่างภาพของเราก็เก็บภาพไปเรื่อยๆทุกขั้นตอน โดยมีผมทำหน้าที่เป็นผู้แสดงไปกลายๆ
เราใช้เวลากันพักใหญ่กลางทะเล โดยใช้จริตของคนกรุงอย่างเต็มที่ในอันที่จะแปรการทำมาหากินของชาวบ้านมาเป็นกิจกรรมแปลกใหม่ให้แก่ตัวเองหน้าตาเฉย ชาวบ้านเองก็คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าแปรวิถีชีวิตของตัวเองมาเป็นรายได้เสริมเหมือนกัน
เสร็จสรรพกิจกรรมตกหมึก เรือไดฯของเราก็เหหัวเข้าหาฝั่ง ผมก็เดินย่องๆผ่านพวกเจ้านายที่นั่งสรวลเสกันออกไปทางท้ายเรือซึ่งมืดอยู่สักหน่อย เพราะไฟล่อหมึกทุกดวงถูกปิดไปหมดแล้ว แลเห็นผืนทะเลกลางดึกมืดทะมึน ผมทอดตัวเองลงที่กราบเรือด้านหนึ่งแล้วก็เอนตัวลงไปอย่างผ่อนอารมณ์ ยินเสียงเครื่องยนตร์ดังอย่างสม่ำเสมอพร้อมน้ำทะเลที่แยกเป็นพรายออกไปเป็นทางยาวท้ายเรือ มองเป็นแสงเรืองรองเสมือนกำลังสะท้อนแสงดาวทั้งจักรวาลที่ระยิบระยับอยู่เบื้องบน
ด้วยรำพึงของเด็กหนุ่มมือใหม่ที่ฝันอยากจะเป็นมืออาชีพ ทำให้ในสมองของผมเต็มไปด้วยคำถามสารพัน ที่ปะปนอยู่ด้วยความกล้าๆกลัวๆกับงานชิ้นแรก ผสมกับความมั่นใจรั่วๆล้นๆตามระดับของฮอร์โมน แต่คำถามหนึ่งที่ตรึงผมไว้ตรงนั้นก็คือ เมื่อไหร่กันหนอที่จะผมจะเก่งได้สักที?
เรือลำย่อมยังคงส่งเสียงตืดๆๆด้วยอาการที่ไม่เร่งร้อนและพาพวกเราทั้งหมดที่นั่งกลิ้งๆเกะๆกะๆเข้าสู่ฟากฝั่ง แลเห็นขวดเบียร์สีเขียวเปล่าๆเกลื่อนกลาดไปตามขอบเรือ และจานปลาหมึกที่วางทิ้งๆขว้างๆพร้อมน้ำจิ้มที่พร่องถ้วย และผมก็ปล่อยให้คำถามนั้นลอยหายไปในผืนทะเลของค่ำคืนนั้น...
สิบสองปีผ่านไป
ผมขึ้นเครื่องบินอีกนับไม่ถ้วนครั้ง และผมก็หยุดจดบันทึกการเดินทางไปแล้ว เพราะสี่ปีเต็มๆที่นี่ออสเตรเลีย ผมไม่ได้มีสถานที่ใดๆให้เดินทางและขีดเขียนได้อีกต่อไป นอกจากขังตัวเองไว้ในเมืองซิดนี่ย์พร้อมทำงานใช้แรงงานไม่หยุดหย่อน และความเหนื่อยล้าก็หายเป็นปลิดทิ้งเมื่อเห็นเงินในบัญชีมีมากขึ้นๆ
ก่อนมาที่นี่ แปดปีเต็มๆของการทำงานในแวดวงโทรทัศน์ ผมปั้นงานท่องเที่ยวไว้เกือบร้อยชิ้น ก่อนจะผันตัวเองไปทำงานข่าว และได้เสนอข่าวไปอีกไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันตอน ไม่ต่ำกว่าสิบประเทศค่อนโลกแล้วที่ผมได้เดินทางท่องไปด้วยหน้าที่การงาน ทั้งลุยเดี่ยว ถ่ายเอง สัมภาษณ์เอง ดำเนินรายการเอง เขียน ตัดต่อ และลงเสียงเอง กลายเป็นหลายชิ้นงานที่เป็นเครดิตให้แก่ผมและสถานีที่ผมทำงานให้
และพอผมมาถึงทางตันของอาชีพในวันหนึ่ง ผมก็ลาออกอย่างง่ายๆ และย้ายตัวเองมายังซีกโลกใต้แห่งนี้ เพื่อมาติดกับดักแห่งความหวังและความฝันในอันที่จะหาประสบการณ์แปลกใหม่ให้แก่ชีวิตอีกครั้งครา
ผมเก่งหรือยังนะ? คำถามเก่าก่อนนั้นลอยเข้ามาหาผมอีกครั้ง
เกือบทุกคืนวันอันอิดโรย ที่ผมต้องออกมานั่งทอดตัวอยู่ที่ระเบียงบนอพาร์ทเมนท์สูงใจกลางซิดนี่ย์ที่ผมได้เช่าไว้ มองออกไปยังผืนฟ้าอันมืดมิดใสกระจ่าง แลเห็นดาวพราวแสงอยู่เบื้องบนวิบวับ
คืนนี้ไม่มีเสียงริ้วคลื่น ไม่มีรอยน้ำหมึกเลอะเลือน ไม่มีควันไฟจากเตาถ่าน ไม่มีหนุ่มน้อยคนเดิมจากวันวาน มีแต่เพียงเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่น บ่งบอกถึงชีวิตที่ผ่านวัยวันมาอย่างโชกโชน และยังคงมีสารพันคำถามผุดพลุ่งมาจากเบื้องลึก อาจเป็นคำถามเดียวกับอีกหัวใจนับร้อยๆพันๆดวงของคนไทยในต่างแดนที่ต่างออกมาเผชิญโชคกับชีวิตที่เหลืออยู่
และมันยังคงไร้คำตอบ เฉกเช่นเดียวกับวันวาน...
“May you grow up to be righteous, may you grow up to be true.
May you always know the truth and see the lights surrounding you.
May you always be courageous, stand upright and be strong.
May you stay forever young…”
Bob Dylan
“…Whatcha doing, hey whatcha doing.
Walking through danger. Can't see the wrong or the right.
Whatcha doing, tell me whatcha doing.
Can't be a stranger. Must be a trick of the night?...”
Bananarama : A trick of the night lyrics
ผมข้ามฟากไปทำงานยังอีกฝั่งของซิดนี่ย์อยู่ทุกวี่วัน ด้วยขบวนรถไฟที่แล่นทะยานข้ามสะพานฮาเบอร์บริดจ์ไปอย่างผ่าเผย
ผมต้องไปแต่เช้ามืด ฉะนั้นภาพที่ชินตาผมขณะผ่านสะพานก็คือ แสงแรกแห่งอรุณที่ค่อยๆซึมแทรกตีนฟ้าขึ้นมาทีละน้อยๆ อาบผืนฟ้างามให้กลายเป็นสีทองสุกปลั่งเชื่อมเป็นเนื้อเดียวกันกับผืนทะเลในอ่าวกว้าง โดยมีโอเปร่าเฮ้าส์ตั้งทะมึนอยู่เป็นฉากหน้า ความเร็วของรถไฟที่วิ่งฉิวทำให้ภาพอันงามนี้ปรากฎอยู่แค่อึดใจ
ขากลับตอนฟ้ามืด รถไฟพุ่งย้อนเส้นทางเดิมเข้าสู่เมือง แลเห็นสีสันของผืนเมืองเริ่มระยิบระยับ และวิบไหววูบวาบยามเมื่อมองผ่านหน้าต่างออกไป เหมือนภาพจากจอหนังที่ฉายแบบกระตุกจนมองอะไรแทบไม่ทัน
บางทีรถไฟอาจจะเร็วเกินใจไปหรือเปล่า?
แล้ววันหนึ่ง city rail ก็ประกาศซ่อมรางเสียอย่างนั้น ผมและผู้ใช้บริการรถไฟคนอื่นๆก็เลยต้องพากันลงที่สถานีรถไฟนอร์ทซิดนี่ย์ แล้วเดินแข่งกันไปขึ้นรถบัสที่เขาจัดเอาไว้เชื่อมต่อการเดินทาง คืนนี้เราได้กลับบ้านสายกันถ้วนหน้าแน่ เพราะรถบัสวิ่งได้เอื่อยกว่าและต้องคอยรับคน
ผมได้ที่นั่งติดหน้าต่างท่ามกลางผู้โดยสารที่อัดกันแน่นรถ หลายคนบ่นกะปอดกะแปดไปตามเรื่อง เพราะซิตี้เรลขยันซ่อมเอาเสียจริงๆ แต่ผมก็ใส่หูฟังนั่งฟังเพลงชิลด์ๆไปเรื่อยเปื่อยแบบคนไม่เร่งร้อน
รถออกตัวแล้วพาเราวิ่งจากนอร์ทซิดนี่ย์ตรงไปยังป้ายถัดไปนั่นก็คือ มิลสันส์พ็อยท์ สเตชั่นสุดท้ายก่อนจะขึ้นสะพานฮาเบอร์บริดจ์ ผมพอรู้มาเหมือนกันว่า “มิลสันส์พ็อยท์”คือจุดชมวิวเมืองซิดนี่ย์อันเลื่องชื่อ เพราะสามารถเห็นมหานครนี้ได้ตลอดความยาวในแบบพาโนราม่าใต้สะพานสูงตระหง่าน แต่ตอนนั้นผมเริ่มเหนื่อยๆเนือยๆจากการงาน ก็เลยนั่งพักตาไปอย่างไม่ได้ใยดีอะไร
รถแล่นมาถึงสถานีรถไฟมิลสันส์พ็อยท์แล้วก็จอดรับคน จากนั้นก็วิ่งลอดใต้สะพานเพื่อลงไปกลับรถ พลันที่รถดิ่งเลียบลงไปตามครึ่งวงกลมเส้นนี้ อาการง่วงงันของผมก็หายเป็นปลิดทิ้ง!
ซิดนี่ย์ทั้งเมืองผุดวาบขึ้นมาตรงหน้า โอบกอดคลอเคลียอยู่ด้วยกลางคืนยอดรักที่ทำท่าจะหลับใหลไม่ได้สติ ปล่อยให้แสงไฟหลากสีสันราวกับกลางวันเข้ามาโลมไล้ตักตวงความหอมหวานแห่งราตรีอย่างหน้าไม่อาย จนร่างของเมืองที่ทอดอะร้าอร่ามสว่างไสวสุกปลั่งไปด้วยสีสันราวกับไฟคริสต์มาส แต่ละอวัยวะของตัวเมืองดูจะเพริศเตลิดไปด้วยพลังแห่งแสงสีที่ลุกโชน สะท้อนระยิบระยับเริงใจอยู่บนผืนคลื่นทะเลลึกลับด้านหน้า...
ค่ำคืนอันควรจะเหงาเงียบด้วยแสงแห่งวันได้ลาลับ กลับเป็นความมืดละลานใจที่ทุกความลับพร้อมจะถูกขานไข แสงจ้าสุกใสแห่งมหานครสาดเสน่ห์ใส่ผมเอาอย่างเต็มรักแล้วล่ะสิ
รถถูกขับไปอย่างอืดเอื่อยเหมือนจะปล่อยให้ผู้โดยสารทั้งคันถูกมนตราแห่งราตรีเข้าครอบงำ คล้ายเป็นการขออภัยในความไม่สะดวกด้วยการพาพวกเราเข้ามาในอีกมิติหนึ่งเป็นการทดแทน
กว่ารถจะผ่านเส้นทางเทพประทาน(godsent road)นั้นไปได้ผมก็แทบจะทอดถอนใจ จะมีสักกี่ครั้งในชีวิตกันที่สิ่งไม่คาดฝันจะบังเกิดขึ้นบนรถเมล์
**********
เมื่อคืนวานนี้เองที่ผมได้ต้อนรับเพื่อนฝูงจากเมืองไทยที่เดินทางมาเที่ยวซิดนี่ย์ในระยะสั้นๆ ซึ่งดูจากกำหนดการของทัวริสต์ทั่วๆไปแล้ว กลับไม่ได้จุมิลสันส์พ็อยท์ยามค่ำคืนเอาไว้ด้วย
สัญญาณอะไรสักอย่างเร้าให้ผมไปที่นั่นอีกครั้ง และคืนนั้นผมก็พาพวกเขาไปจนได้ ลงรถไฟที่สถานีมิลสันส์พ็อยท์แล้วเดินไต่ลงหาฝั่งทะเลเพียงไม่เกินสิบนาทีเท่านั้นก็จะถึงจุดชมวิว ทางเดินอาจจะมืดมิดไปสักหน่อย แต่ก็ปูไปด้วยลานหญ้ากว้างลาดเนียนจนสาวเท้าได้สบายๆไม่มีหลงตา
ขณะที่เพื่อนๆผมกำลังตื่นตะลึงกับภาพตรงหน้าและสาละวนกับการกดชัตเตอร์ถ่ายรูปกันอย่างไม่ยั้ง ผมก็เดินไต่ลงมาตามถนนที่เคยผ่านมาด้วยรถบัสมหัศจรรย์ในค่ำคืนนั้น และผมก็พบว่า รถเมล์คันที่ว่าจอดนิ่งสนิทอยู่มุมหนึ่งของถนนที่เลียบอ่าว มันเป็นป้ายรถเมล์ร้างๆที่แทบไม่มีแสงไฟ
ผมไม่เห็นคนขับ ไม่เห็นไฟรถ หรือได้ยินเสียงเครื่องยนตร์ มันนิ่งงันราวกับร่างที่ไร้ลมหายใจ
ซิตี้เรลทำงานราบรื่นในวันนี้ ไม่มีผู้โดยสารอัดแน่นพ่วงมากับรถ และไม่มีแม้แต่ใครสักคนที่มายืนรอคอยที่ป้ายอันเปล่าเปลี่ยว มีเพียงความมืดที่ยังคงไหลวนเวียน และความลึกเร้นแห่งกลางคืนที่เริ่มแผ่ซ่านขึ้นมาอีกครั้งครา
ลมทะเลพัดมาบางๆ แลเห็นพระจันทร์บิ่นๆสีหม่นลอยหมิ่นเหม่อยู่กลางฟ้า รถบัสยังจอดนิ่งอยู่เช่นนั้นเนิ่นนาน
และเมื่อแพนสายตาออกจากป้ายรถเมล์เก่าคร่ำนี้ออกไปยังมหานครอันสุกสว่างด้านซ้ายมือ ช้าๆชัดๆค่อยๆปรับโฟกัสสายตา ผมก็รำพึงออกมากับตัวเองว่า แม้มันจะเป็นสเตชั่นอันร้างไร้ แต่นี่คือป้ายรถเมล์ที่งดงามที่สุดบนดาวพระเคราะห์ดวงนี้
มิลสันส์พ็อยท์ไม่ได้ไกลจากเมืองเลย และไม่ว่ามนุษย์คนไหนก็มาเยือนได้
เพียงแต่คุมความรู้สึกเหงาเงียบของคุณเอาไว้ให้ดี เพราะมันอาจจะถูก trick of the night เล่นงานโดยไม่รู้ตัว
...อย่างผมไงเล่า!
“The backpackers are very important to the economy because there's a shortage of labor,” John Muller quotes.
เขาเป็นหนุ่มฝรั่งจากอังกฤษ สำเนียงอังกริ๊ดอังกริดละม้ายนายพ่อมดน้อยแฮรี่
เขาชื่อ"ฟินน์" นั่นก็ฟังแล้วอังกฤษอีก แต่มันกลับทำให้ผมนึกถึงเจ้านกฟินช์ นกตัวน้อยๆที่บินถลาลมไปมา ในวรรณกรรมเยาวชนจากอังกฤษที่เคยอ่านสมัยเด็กๆ
แล้ววันนี้เขาก็บินมาถึงซีกโลกนี้ ออสเตรเลีย
ผมกำลังหาคนเข้าบ้าน เพราะเจ้าบรูโน่หนุ่มญี่ปุ่นบราซิลเลี่ยนมันย้ายออกไปพอดี และถ้าวันนี้ผมยังหาไม่ได้อีก ผมต้องเข้าเนื้อแล้ว
แล้วนายฟินน์ก็โทรศัพท์มาพอดี หลังพบปะกัน สัญชาติญาณผมก็บอกว่า เขาผ่าน! แล้วเขาก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของบ้านเรา
เขาเป็นแบ็คแพ็คเกอร์คนแรกของบ้านเราด้วย ออกจากบ้านในเมือง อิบสวิค (อะไรนี่แหละ)มาได้เกือบสองปีแล้ว มุ่งตรงมาที่ออสเตรเลียกันเลยทีเดียว
"ยูรู้มั้ย พวกแบ็คแพ็คเกอร์เรามีจุดมุ่งหมายอยู่สองอย่าง..." เขาบอกผมในวันหนึ่ง เมื่อเราตั้งต้นคุยกันอย่างจริงๆจังๆ ผมนึกใคร่รู้ในโลกของพวกแบกเป้ท่องโลกขึ้นมา เขาทำอะไรกัน มีเป้าหมายอะไรกัน
"หนึ่งท่องเที่ยว สองกินเหล้า" เขาบอกหน้าตาเฉย ตาสีฟ้าภายใต้แว่นมีรอยยิ้ม ผมสีน้ำตาลเกือบจะหยิกเกาะเคลียอยู่บนหัว เขาสูงเท่าผม เราจึงไม่เมื่อยในการพูดคุย
"จริงๆ คือเราพยายามเก็บเงินให้ได้เยอะพอที่จะใช้เที่ยว ถ้าเราไม่เอาเงินออกไป Hang Out หมดเสียก่อน" เขาบอกต่อ
ตำข้าวสารกรอกหม้อสินะ ผมคิดในใจ ไม่รู้จะแปลยังไงออกไปให้เขาฟัง แต่ก็ถามเขาต่อไปว่า "อะไรที่เป็นแรงขับให้ยูออกจากบ้าน คือไอไม่ค่อยเห็นแบ็คแพ็กเกอร์จริงๆจังๆชาวไทยเท่าไหร่"
"อืม..." เขาคิดนิดหนึ่ง ก่อนจะบอกมาว่า "ไอมาจากอังกฤษ คงเป็นเพราะเราเรียนจบแล้ว แต่เราก็ยังนึกไม่ออกว่าจะทำอะไรนะ อย่างตอนไอออกมา ไอแพลนไว้สองปีในออสเตรเลีย" เขาไปนิวซีแลนด์มาก่อนแค่ไม่กี่เดือน และเที่ยวอย่างเดียวที่นั่น
"แต่ที่ออสเตรเลีย มันเหมือนสถานที่ที่แบ็คแพ็คฯอย่างเรามาหาเงินกัน งานในฟาร์มป๊อปปูล่าร์มาก เพราะทำได้ทั้งวัน ทำได้เท่าที่ต้องการ...ยูรู้มั้ยว่า พวกเกาหลีทำงานเก่งมาก ไม่รู้ทำไม ทำได้มากกว่าเราถึงสองเท่าเลยนะ" เขาเดาต่อว่า พวกเกาหลีคงผ่านกองทัพมากันทุกคน จึงมีวินัยแข็งแรงมาก
งานฟาร์มที่นี่ ส่วนหนึ่งมีไว้สำหรับการต่อวีซ่าครั้งที่สอง สำหรับชาติที่สามารถถือครองเวิร์คกิ้งฮอลิเดย์วีซ่า ยกตัวอย่างที่มีเยอะมากคือประเทศเกาหลี คือต้องไปทำงานในฟาร์มสามเดือนจึงจะมีสิทธิต่อ secone visa ได้ แต่พวกเราคนไทยที่ส่วนใหญ่ถือวีซ่านักเรียนกัน จึงไม่ค่อยจำเป็นต้องไปสัมผัสงานนี้ นอกจากบางคนที่อยากลอง อยากทำเท่านั้นเอง (ผมเองก็ยังเคย)
"เรามีโอกาสเก็บเงินได้มากที่ฟาร์ม เพราะเราไม่มีที่ไหนให้ไป ให้ใช้เงิน ต้องอยู่ที่นั่น ทำงาน ทำงานและทำงาน ไอทำเจ็ดวันเลยนะ..." เขาบอกต่อ
"แล้วจากนั้นล่ะ...ยูเอาจะเงินไปใช้ทำอะไร?"
"จริงๆก็มีทริปมากมายให้ใช้เงินแหละ ในออสเตรเลีย ยังมีเกาะ มีปะการังให้เราไปดำดู มีเขาให้เราไปปีน มีบ้านเมืองให้เราไปดู มีผับให้เราไป มีที่ตั้งมากมายให้เราไปเห็น แต่ละที่ก็ต้องใช้เงิน" เขาว่าต่อ และหลังจากนั้นเขาก็หยุดงานฟาร์ม และบินมาเมืองอื่นบ้าง ในซิดนี่ย์เขาไปทำงานแพ็คของในโกดังเสื้อผ้าสตรีแห่งหนึ่ง
"มีของเป็นพันเป็นหมื่นชิ้นในนั้นให้เราแพ็ค" ฟินน์วันนี้ดูมอมแมมมาก เสื้อกล้ามไนกี้ของเขาดูดำไปหมด ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา เขาถึงกับไปเรียนการทำกาแฟหนึ่งวันเต็มๆ เป็นคอร์สสั้นๆของการเป็นบาริสต้า แล้วช่วงค่ำๆก็เห็นหายไปกับเพื่อนฝูงแทบทุกวัน
"ก็เป็นงานเลี้ยงชีวิตไป เราก็ต้องทำกัน..." เขาบอกต่อ
"หมายความว่า เวลายูไปประเทศไหน ก็ต้องไปหางานทำอย่างนี้นะเหรอ?" ผมเริ่มสงสัย "แล้วอย่างพวกฝรั่งที่ไปเมืองไทยอย่างนั้นล่ะ ไอไม่คิดว่าใครจะหางานในเมืองไทยได้หรอกนะ"
"อ๋อ ไม่สิ เอเชียสำหรับเรา คือการไปเพื่อเดินทางท่องเที่ยว เป็นที่สำหรับใช้เงิน แต่ออสเตรเลียคือประเทศสำหรับหาเงินด้วย เที่ยวด้วย" อ่า ผมเข้าใจแล้ว
ในซิดนี่ย์เอง มีที่พักแบบแพ็คเกอร์เยอะมาก ตามหัวมุมเกือบทุกถนนเป็นต้องมีให้เห็น และบ่อยครั้งที่เราต้องเดินผ่านพวกที่นั่งๆยืนๆสูบบุหรี่บ้าง ยืนเฉยๆบ้างอยู่หน้าแบ็คแพ็ค หรือร้านเน็ตที่ผุดขึ้นมาใกล้ๆไว้รองรับพวกนี้โดยเฉพาะ
บางครั้งพวกเขาดูกุ๊ยๆสำหรับผม ผมเผ้ารุ่ยร่าย โทรมๆทั้งผู้ชายผู้หญิง หรือไม่ก็ดูอิสระเกินไป หัวเราะหรือหยอกล้อกันเสียงดัง จนผมต้องเดินเลี่ยงๆอยู่บ่อยๆ
"พวกเราไม่ได้อยู่นอกบ้านกันนานนักหรอก บางทีสักปีเดียว เราก็กลับ อย่างไอครบสองปี ไอคงกลับไปอยู่กับพ่อแม่เหมือนเดิม มันก็ดูแปลกๆหน่อยนะ เพราะไอ 24 แล้ว" เขาหัวเราะเขินๆ เห็นใบหน้าเรียวเป็นสีแดงจ้ำๆเพราะโดนแดดเกรียมที่ซิดนี่ย์มาหลายวัน
"แต่บางคนที่รักจะเป็นแบบนี้ ถึงกลับบ้านแล้วเขาก็หาเงินกลับมาเที่ยวใหม่อีกอยู่ดี แต่สำหรับไอ อาจจะเริ่มต้น settle แล้วล่ะ เพื่อนไอบางคนแต่งงานมีลูกไปแล้ว" เขาดูท่าทางเกรียมๆวันนี้ แต่ก็เห็นเตรียมตัวจะออกไปนอกบ้านอีก อ่า นี่คืนวันศุกร์สินะ
เขาดูดีเกินกว่าพวกแบ็คแพ็คฯทั่วไปอยู่สักหน่อย เพราะรูปร่างหน้าตาสันทัดเตะตา เขาดูจะเหมือนเจ้าชายวิลเลี่ยมมากกว่าแฮรี่ เป็นคนติดหนังสือตัวยง เล่มที่เห็นเขาอ่านไม่วางอยู่ประจำเป็นเล่มของนักเขียนเรื่อง Fight Club หนังสือเล็กๆที่วางใกล้ๆอยู่นั่น ก็เป็นตำราภาษาอังกฤษ-เยอรมัน จะว่าไป เขาก็มาพักอยู่กับเราแบบสั้นๆเท่านั้นเอง วันอาทิตย์นี้เขาจะบินไปเมลเบิร์นแล้ว
เขายังไม่รู้หรอกว่าจะไปหางานหาเงินยังไง หรือจะไปใช้เงินอย่างเดียว นี่เหลืออีกครึ่งปีเท่านั้นตามแพลนของเขา "ตอนนี้ไอมีเงินเก็บนะ แต่ไอรู้ว่ามันจะหมดพอดีแหละ หลังจากถึงสองปีในวันที่ไอบินกลับบ้าน"
นกฟินช์ตัวเล็กๆมันถนัดกระโดดหย็องแหย็ง บินตัดอากาศด้วยปีกน้อยๆ ซึ่งที่สุดก็วนกลับไปยังที่ๆคุ้นเคย ไม่เคยฝันที่จะบินอพยพย้ายถิ่นหนีหนาวไปเหมือนนกพันธุ์อื่น
แต่นกก็คือนก ปีกของมันพยุงตัวให้เหินลม ล่องลอยสู่ฟากฟ้าได้ในยามต้องการ และได้เห็นโลกในมุมที่มนุษย์เดินดินอย่างเราไม่เคยเห็น
hello exteen....I'm a newbie here, need to learn a lot...hehe